พระพุทธมหาธรรมราชาเฉลิมพระเกียรติ " หนึ่งเดียวในไทย ร่วมถวายองค์ราชัน"

PDFพิมพ์อีเมล

putta1

โครงการเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลพระชนมพรรษา 7 รอบ 5 ธันวาคม 2554
          จังหวัดเพชรบูรณ์  ร่วมกับประชาชนทุกหมู่เหล่า  ได้จัดสร้าง "พระพุทธมหาธรรมราชาเฉลิมพระเกียรติ 84 พรรษา  พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ภูมิพลอดุลยเดชมหาราช"  เป็นพระพุทธรูปเนื้อโลหะหล่อด้วยทองเหลืองบริสุทธิ์  ใหญ่ที่สุดในจังหวัดเพชรบูรณ์  เพื่อเป็นองค์ประธาน  ประดิษฐาน ณ พุทธอุทยานเพชบุระ(ตรงข้ามสถาบันการพลศึกษา) ถนนสายสระบุรี-หล่มสัก อำเภอเมือง จังหวัดเพชรบูรณ์ ที่ยอดพระเกตุบรรจุพระบรมสารีริกธาตุขนาดหน้าตัก 11.984 เมตร  มีความหมายว่า
          1  หมายถึง  พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชมหาราชทรงเป็นพระมหากษัตริย์เอก  หนึ่งในดวงใจของชนชาวไทย
          1  หมายถึง  พระพุทธมหาธรรมราชา  ซึ่งมีเพียงองค์เดียวในโลก  เป็นพระพุทธรูปคู่บ้านคู่เมืองเพชรบูรณ์  เป็นองค์พระที่อัญเชิญมาประกอบพิธีอุ้มพระดำน้ำอันศักดิ์สิทธิ์ของเมืองเพชรบูรณ์
          9  หมายถึง  รัชกาลที่ 9  แห่งพระบรมราชจักรีวงศ์
          84 หมายถึง  วโรกาสพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ทรงเจริญพระชนมายุ 84 พรรษา

DSC06913

          องค์พระฯ หน้าตัก 11.984 เมตร  สูง 16.5899  เมตร  สูงจากพื้นดิน 35 เมตร  หนักกว่า 45 ตัน  โดยเงินทุนในการก่อสร้างมาจากแรงศรัทธาของประชาชนต่อองค์พระพุทธมหาธรรมราชาเฉลิมพระเกียรติฯ  (ไม่รวมอาคารฐานและภูมิทัศน์) ได้ด้วยเงินบริจาคของประชาชนทั้งสิ้นเป็นเงินกว่า 27 ล้านบาท โดยไม่ใช้งบประมาณจากทางราชการ  และที่สุดแห่งมหามงคลคือ ในวันที่ 26 กันยายน 2554  สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาสยามบรมราชกุมารีฯ เสด็จพระราชดำเนินมาประกอบพิธีบรรจุพระบรมสารีริกธาตุที่ปลายยอดจุลมงกุฎและเบิกพระเนตรองค์พระพุทธมหาธรรมราชาเฉลิมพระเกียรติฯ ณ พุทธอุทยานเพชบุระ จังหวัดเพชรบูรณ์

75328_o

4-25-66

พระพุทธมหาธรรมราชา

IMG_8146IMG_8147

         "พระพุทธมหาธรรมราชา" เป็นพระพุทธรูปคู่บ้านคู่เมืองของชาวเพชรบูรณ์เป็นพระพุทธรูปปางสมาธิ ศิลปะสมัยลพบุรี  หล่อด้วยเนื้อทองสำริด  หน้าตักกว้าง 13 นิ้ว สูง 18 นิ้วไม่มีฐาน  มีพุทธลักษณะพระพักตร์กว้าง พระโอษฐ์แบะ  พระกรรณยาวย้อย  ที่พระเศียรทรงเทริด  หรือมีกระบังหน้าทรงสร้อยพระศอพาหุรัดและรัดประคต  เป็นลวดลายสร้างขึ้นเมื่อไรไม่ปรากฏชัดเจน  แต่จากพุทธลักษณะที่ปรากฏมีความสอดคล้องพระพุทธรูปทรงเครื่องศิลปะขอมที่พบในประเทศระยะแรก(ราวครึ่งหลังพุทธศตวรรษที่ 17  ซึ่งมีรูปแบบทางศิลปกรรมโดยรวมคือ  ประทับนั่งขัดสมาธิราบพระพักตร์เป็นรูปสี่เหลี่ยม  พระเนตรมักจะเบิกอยู่เสมอท่อนบนของพระวรกายอาจจะเปลือยเปล่าหรือบางครั้งครองจีวรห่มคลุม  แต่ท่อนล่างจะใส่สบง  สำหรับสบงนั้นทำเป็นขอบนูนขึ้นมาที่บั้นพระองค์  ซึ่งบางครั้งก็ทำเป็นรัดประคตคาดอยู่  เครื่องทรงประกอบด้วยกระบังหน้าเป็นลายสี่เหลี่ยมขนมเปียกปูน  รัดเกล้าเป็นรูปกรวยอยู่เหนือพระเศียร ทรงกรองศอแผงมี อุบะห้อย  ทรงกุณฑลเป็นตุ้ม  ส่วนพาหุรัดทรงกรและทองพระบาทอาจมีหรือไม่มีก็ได้  สันนิษฐานว่าสร้างขึ้นในรัชสมัย "พระเจ้าชัยวรมันที่ 7" กษัตริย์แห่งอาณาจักรขอม  เมื่อพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ขึ้นครองราชย์สมบัติได้พระราชทานพระนางสิงขรมหาเทวีพระธิดาให้เป็นพระชายาและและพระพุทธมหาธรรมราชาให้แก่ "พ่อขุนผาเมือง" เจ้าเมืองราด เพื่อเป็นการเจริญสัมพันธไมตรี  ซึ่งพ่อขุนผาเมืองเป็นพระราชโอรสของพ่อขุนศรีนาวนัมถมแห่งเมืองสุโขทัยในขณะนั้นได้ยกกองทัพเพื่อขับไล่ขอมออกจากนครเดิด  ตั้งอยู่บริเวณลุ่มน้ำป่าสักทางทิศตะวันออกของกรุงสุโขทัยซึ่งเป็นหัวเมืองด้านเหนือของขอม  จนสามารถยึดนครเดิดได้แล้วจัดการทำนุบำรุงและสร้างเป็นเมืองที่ประสงค์จะอยู่พำนักอาศัย  แต่ด้วยชัยภูมิที่ไม่เหมาะสม  จึงย้ายเมืองขึ้นมาอยู่บริเวณที่ลาดสูงน้ำไม่ท่วมและสถาปนาเมืองขึ้นใหม่ว่าเมืองลาดหรือเมืองราดในปัจจุบันนี้(สันนิษฐานว่าตั้งอยู่บริเวณ  บ้านห้วยโป่ง ตำบลบ้านหวาย  อำเภอหล่มสัก จังหวัดเพชรบูรณ์  ความปรีชาสามารถและความแข็งแกร่งของพ่อขุนผาเมือง  เลื่องลือถึงพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 กษัตริย์ขอม กระองค์จึงต้องสร้างสายสัมพันธ์  โดยยกพระธิดาชื่อพระนางสิงขรมหาเทวีให้อภิเษกสมรสและพระราชทานพระขรรค์ไชยศรีีรวมถึงพระพุทธรูป  ศิลปะลพบุรี  ต่อมาในภายหลังให้ชื่อว่า "พระพุทธมหาธรรมราชา"  ให้แก่พ่อขุนผาเมืองแต่หลังจากที่พ่อขุนผาเมืองและพ่อขุนบางกลางหาวเจ้าเมืองบางยาง(อ.นครไทย) พระสหาย (ภายหลังได้รับการสถาปนาเป็นพ่อขุนศรีอินทราทิตย์) กอบกู้อิสระภาพในดินแดนสุโขทัยให้กับคนไทยจากขอมได้สำเร็จ  ทำให้พระนางสิงขรมหาเทวีั แค้นเคืองถึงกับเผาเมืองราดจนย่อยยับ  จากนั้นตัดสินใจกระโดดแม่น้ำป่าสัก  เพื่อปลิดชีพตน  ทำให้ไพร่พลเสนาอำมาตย์ต้องอัญเชิญพระพุทธมหาธรรมราชาลงแพล่องไปตามลำน้ำป่าสัก  เพื่อหลบหนีไฟ  แต่โดยสภาพแม่น้ำป่าสักมีความคดเคี้ยว  และกระแสน้ำไหลเชี่ยวกราก  ทำให้แพที่อัญเชิญพระพุทธมหาธรรมราชาแตกจนองค์พระพุทธรูปจมดิ่งลงสู่ก้นแม่น้ำหายไป  กระทั่งต่อมาชาวบ้านได้ไปพบหลังจากเหตุการณ์ นั้นหลายร้อยปีต่อมา
      อย่างไรก็ตามในประเด็นที่เกี่ยวกับเรื่องรา่วแห่งพ่อขุนผาเมืองนั้นมีหลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่ยืนยันได้แก่  ศิลาจารึกหลักที่ 2 (จารึกวัดศรีชุม) ระบุว่า "เมื่อก่อนผีฟ้าเจ้าเมืองศรีโสธรปุระให้ลูกสาวชื่อนางสิงขรมหาเทวีกับพระขรรค์ไชยศรี  และให้นามแก่พ่อขุนผาเมืองว่า กมรเต็งอัญศรีบดินทราทิตย์"

ประเพณีอุ้มพระดำน้ำ
 

DSC04322

         ประเพณีอุ้มพระพุทธรูปดำน้ำของจังหวัดเพชรบูรณ์  นับเป็นตำนานที่แสดงเรื่องราวและกิจกรรมอันมีมาช้านาน  เป็นเรื่องราวที่เล่าสืบต่อกันมา  มีลักษณะเป็นไปตามความคิดความเชื่อที่แสดงให้เห็นถึงความเชื่อมโยงของวิถีชีวิตชาวท้องถิ่นเพชรบูรณ์กับพลังเหนือธรรมชาติและสิ่งศักดิ์สิทธิ์  นับเป็นเรื่องเล่าประจำถิ่นที่เกี่ยวข้องกับความศักดิ์สิทธิ์ของพระพุทธมหาธรรมราชาพระพุทธรูปคู่บ้านคู่เมืองซึ่งเป็นความเชื่อว่าเป้นเรื่องราวที่เคยเกิดขึ้นจริง  มีสถานที่แห่งการเกิดตำนานในดินแดนเพชรบูรณ์  ตั้งแต่ครั้งประวัติศาสตร์และสืบต่อกันมาจนถึงปัจจุบัน
        นานหลายร้อยปีมาแล้วมีเรื่องเล่าขานกันว่ามีชาวบ้านกลุ่มหนึ่งได้ออกไปหาปลาในบริเวณลำน้ำ่ป่าสัก  เพื่อนำปลาที่ได้มาเป็นอาหาร  และที่เหลือก็นำไปแลกเปลี่ยนกันภายในหมู่บ้านซึ่งเป็นวิถีชีวิตของผู้คนในบริเวณนี้  อยู่มาวันหนึ่งคุณตาหลวงด่อน ซึ่งมีตำแหน่งเป็นคุณข้าหลวงรับใช้งานราชการของเจ้าเมืองเพชรบูรณ์ในขณะนั้น (หลวง หมายถึง บรรดาศักดิ์  ตาด่อนเป็นคำเรียกชายสูงอายุที่ชื่อด่อน)  คุณตาหลวงด่อนเป็นคนชอบทอดแหหาปลาวันใดว่างจากงานราชการก็จะออกเรือทอดแหหาปลาในลำน้ำป่าสักอยู่เป็นประจำ  วันนี้เป็นวันหยุดงานราชการของคุณตาหลวงด่อน  จึงชวนภรรยาคู่ชีวิตออกไปหาปลากันตั้งแต่เช้า  เมื่อคุณตาหลวงด่อนหันหัวเรือออกไปในลำน้ำป่าัสักก็เริ่มหาปลาตั้งแต่ในเมืองเรื่อยออกไปซึ่งบริเวณดังกล่าวโดยปกติจะมีปลาชุกชุมมากกว่าบริเวณอื่นๆ แต่วันนี้กลับทอดแหไม่ได้ปลาเหมือนเช่นทุึกครั้ง เขาพายเรือขึ้นไปทางเหนือเมือง  ก็ยังไม่ได้ปลาแม้แต่ตัวเดียวเหมือนเดิม  ทั้งคู่เริ่มรู้สึกเหนื่อยล้าประหลาดใจ  เขาตะโกนถามหาเรือหาปลาของชาวบ้านลำอื่นๆ ก็ได้รับคำตอบเช่นเดียวกัน  คุณตาหลวงด่อนจึงนำเรือไปจอดอยู่บริเวณวังน้ำทางเหนือของตัวเมือง (ชาวบ้านเรียกบริเวณนี้ำว่า  วังมะขามแฟบหรือวังขะแมบ) เมื่อจอดเรือแล้วคุณตาหลวงด่อนก็พูดกับภรรยาว่า "จะลองทอดแหตรงนี้อีกสักครั้ง"  ว่าแล้วก็ทอดแหลงไปแต่คราวนี้ดึงแหไม่ขึ้น  จึงลงน้ำไปตรวจดูว่าเกิดอะไรขึ้นแต่ไม่พบสิ่งปกติ เขาดำน้ำลงไปดูถึงสองคราวก็ไมสามารถกู้แหขึ้นมาได้  คุณตาหลวงด่อนจึงหยุดพักอยู่ครู่หนึ่งครุ่นคิดหรือจะมีเหตุประหลาดอันใด  จึงพนมมือขึ้นเหนือหัว  แล้วเปล่งเสียงขึ้นเบาๆว่า  "เจ้าพระคุ้ณ...ข้าแต่เจ้าป่าเจ้า  เจ้าดงพงเจ้าไพร  เจ้าแม่พระคงคาทั้งหลาย  แหของข้าพเจ้าที่ติดแน่นอยู่นี้ข้าพเจ้าได้ดำน้ำลงไปดูแล้วถึงสองครั้งสองครา  ก็ไม่ปรากฏว่าแหนั้นจะติดสิ่งใดเลย  หรือว่าข้าพเจ้าได้ทำสิ่งใดไม่ถูกต้อง  หรือหากมีสิ่งหนึ่งสิ่งใดที่ไม่คาดฝันขอสิ่งนั้นได้ปรากฏขึ้นแต่โดยดีเถิด"
         พูดจบเขายกมือขึ้นเหนือหัวอีกครั้งแล้วเอื้อมมือไปจับจอมแหคู่ชีพเพื่อดึงแหที่ติดอยู่ขึ้นอีกครั้ง  คราวนี้เขานึกประหลาดใจเพราะแหที่เขเคยดึงอย่างแรงจนหัวเรือแทบจะจมน้ำถึง 2 ครั้ง  กลับเบาเหมือนไม่มีอะไรเลย  แต่ทันใดนั้นก็เกิดเหตุมหัศจรรย์ขึ้นเนื่องจากกระแสน้ำที่กำลังไหลในบริเวณนั้นเริ่มหยุดนิ่งอยู่กับที่จากนั้นก็ค่อยๆมีพลายน้ำผุดขึ้นมาทีละน้อยจนแลดูคล้ายน้ำเดือดจนกระทั่งกลายเป็นวังน้ำวนขนาดใหญ่ใจกลางวังน้ำวนนั้นมีพระพุทธรูปองค์หนึ่งลอยขึ้นมาเหนือน้ำสักครู่หนึ่งน้ำเริ่มสงบนิ่งและกลับคืนสู่สภาพปกติดังเ้ดิม  เหตุการณ์นี้เป็นที่ประจักษ์แก่ชาวบ้านที่หาปลาในวันนั้น  พอตั้งสติได้แล้วคุณตาหลวงด่อนจึงลงไปอัญเชิญพระพุทธรูปขึ้นมาไว้บนเรือ  เมื่อคุณตาหลวงด่อนได้พระพุทธรูปขึ้นมาเขาก็ร้องป่าวประกาศให้พวกที่ไปทอดแหอยู่บริเวณนั้นว่าพวกเรา  ได้พบสิ่งศักดิ์สิทธิ์  สักพักหนึ่งเกิดเค้าฝนตั้งขึ้นมาท้องฟ้ามืดครึ้ม  ลมเริ่มพัดแรงฝนทำท่าจะตก  คุณตาหลวงด่อนจึงตะโกนว่า "กลับกันเถอะพวกเรา  ฝนกำลังจะตกใหญ่แล้ว"  เรือลำน้อยใหญ่บริเวณนั้นก็พากันล่องลงมาจากวังมะขามแฟบเมื่อมาได้สักคุ้งน้ำหนึ่ง  แลไปด้านหลังเห็นท้องฟ้าดำมืด  ฟ้าฝนตกกระหน่ำ   พวกที่ไปหาปลาพากันหาที่หลบฝน มองไปดูมืดหมดทั้งท้องฟ้าทั้งแผ่นดินจึงเรียกบริเวณนั้นว่าท่าดินดำมาจนถึงทุกวันนี้  เมื่อลมฝนเริ่มสงบลงก็พากันล่องเรือลงมาจากท่าดินดำ  ประมาณได้สัก 2 คุ้งน้ำ  เริ่มมีแสงสว่างท้องฟ้าเป็นสีแดง  ชาวบ้านที่อยู่ในเรือก็ตะโกนป้องปากร้องกู่หากันเพื่อเป็นสัญญาณของเรือแต่ละลำ  จึงเรียกบริเวณนี้ว่า ปากกู่  ภายหลังเพี้ยนเสียงเป็นปากปู่ (หมู่บ้านปากปู่ในปัจจุบัน)  แล้วก็พากันกลับมาได้อย่างปลอดภัยทุกลำเรือ  วันรุ่งขึ้นคุณตาหลวงด่อนน้ำพระพุทธรูปที่ได้มาไปมอบให้เจ้าเมืองเจ้าเมืองจึงได้อัญเชิญพระพุทธรูปไปไว้ที่วัดไตรภูมิืเป็นวัดที่ตั้งอยู่ริมแม่น้ำป่าสักและอยู่กลางเมืองเพชรบูรณ์สมัยนั้น 

entranceviharn

 

            ในปีต่อมาพระพุทธรูปได้หายไปจากวัดไตรภูมิในวันสารทไทย (ตรงกับวันแรม 15 ค่ำ เดือน 10) ทั้งพระสงฆ์และชาวบ้านช่วยกันออกตามหาแต่ไม่พบ  มีชาวบ้านคนหนึ่งที่อยู่บริเวณวัดโพธิ์เย็น  เขาไปดักลอบในคลองบริเวณวังมะขามแฟบเป็นประจำ  เช้าวันนี้เขาไปดักลอบดังเช่นปกติที่เคยปฏิบัติมา  ในขณะที่กำลังกู้ลอบที่วางไว้ก็ได้ิยินเสียงเหมือนคนโดดน้ำ  จึงเกิดความสงสัยมาว่าใครโดดน้ำตั้งแต่เช้าจึงเดินเข้าไปดู  ก็เห็นพระพุทธรูปกำลังดำผุดดำว่ายอยู่บริเวณนั้น  จึงรีบมาป่าวร้องว่าได้เจอพระพุทธรูปที่หายไปจากวัดไตรภูมิแล้วกำลังสรงน้ำอยู่ที่วังมะขามแฟบชาวบ้านจึงตามกันมาดูก็จะเห็นองค์พระพุทธรูปกำลังดำผุดดำว่ายอยู่จริง  จึงอัญเชิญท่านกลับวัดไตรภูมิครั้นต่อมาก็หายไปอีก  ชาวบ้านจึงพร้อมใจกันและลงความเห็นว่าเพื่อไม่ให้องค์พระท่านหายไปอีก  จึงจะนำท่านมาสรงน้ำในวันทำบุญสารทของทุกปี  เดิมได้นำท่านไปสรงน้ำที่วังมะขามแฟบ (คลองสาขาของลำน้ำป่าสักสายเก่า) เพราะเชื่อว่าท่านคงชอบที่นี่กระมังจึงทำให้ชาวบ้านมาพบท่านที่นี่  ในระยะหลังแม่น้ำป่าสักเปลี่ยนทางเดินทำให้คลองเริ่มตื้นเขินไม่สะดวกในการสัญจร  จึงต้องนำท่านมาสรงน้ำที่ท่าน้ำวัดโบสถ์ชนะมารและปฏิบัติเช่นนี้เรื่อยมาจนปัจจุบัน

SB

ข้อมูลจาก : หนังสือมหาพุทธานุสรณ์บนแผ่นดินเพชรบูรณ์  พระพุทธมหาธรรมราชาเฉลิมพระเกียรติฯ "หนึ่งเดียวในไทย ร่วมถวายองค์ราชัน"

 

 


Chief_Executive_PhetPAO2559

แนะนำ อบจ.เพชรบูรณ์

เมนูหลัก

มุม download

  • รายงานผลการดำเนินงาน องค์การบริหารส่วนจังหวัดเพชรบูรณ์ ประจำปี 2559
    ReportPAOPhetchabun2559_2

ลิงค์เชื่อมโยง website

olr etax  eaution11 eaution12  BuyBannerphetchabunnews krudeephetchabun

banner_rajchapuetmeetingroomPao banner_paopj